วันอังคารที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2562

4st learning record
Thursday 29th August 2019
🍠The Knowledge Gained🍠


      🍸วันนี้เป็นวันที่4 ของการเรียนอาจารย์สอนเรื่อง "การสื่อสารกับผู้ปกครองเด็กปฐมวัย" มีดังนี้
🌵คำศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับรายวิชา🌵
  🍸One-Way Communication   การสื่อสารทางเดียว
  🍸Two-way Communication การสื่อสารสองทาง
  🍸Verbal Communication  การสื่อสารเชิงวัจนะภาษา
  🍸Non-Verbal Communication การสื่อสารเชิงอวัจนะภาษา
  🍸personal Communication การสื่อสารส่วนบุคคล
  🍸Intrapersonal Communication การสื่อสารระหว่างบุคคล
  🍸Mass Communication การสื่อสารมวลชน
  🍸Channel ช่องทางการส่งสาร
  🍸Clarity of audience ความสามารถของผู้รับสาร
  🍸Clearly ความชัดเจน


    🍸อาจารย์ได้ทดสอบก่อนเรียน โดยการให้หา F มีทั้งหมดกี่ตัว มีทั้งหมด 6 ตัว
🌵ความหมายของการสื่อสาร🌵
    🍸การสื่อสาร(Communication)คือ กระบวนการส่งข่าวสารข้อมูลจากผู้ส่งข่าวสารไปยังผู้รับข่าวสาร มีวัตถุประสงค์เพื่อชักจูงให้ผู้รับข่าวสาร มีปฏิกิริยาตอบสนองกลับมา โดยคาดหวังให้เป็นไปตามที่ผู้ส่งต้องการการติดต่อและแลกเปลี่ยนข้อมูล ข่าวสาร ความรู้ ความคิด ทัศนคติ ทักษะ และประสบการณ์ระหว่างผู้ส่งสารและผู้รับสารให้มีความเข้าใจ ที่ตรงกันเพื่อนำไปสู่การดำรงชีวิตที่มีความสุข
🌵ความสำคัญของการสื่อสาร🌵
  🍸ทำให้ได้รับรู้และเข้าใจถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสังคม
  🍸ทำให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกันทั้ง 2 ฝ่าย
  🍸ทำให้สร้างมิตรภาพที่อบอุ่น
  🍸ทำให้เกิดภาพแห่งความพึงพอใจ
  🍸ช่วยในการพัฒนาอัตมโนทัศน์ เป็นการสร้างความรู้สึกที่ดีต่อตนเองก่อให้เกิดความพอใจในชีวิต
🌵รูปแบบของการสื่อสาร🌵
  🍸รูปแบบการสื่อสารของอริสโตเติล (Aristotle’s Model of Communication)
  🍸รูปแบบการสื่อสารของลาล์สเวล (Lasswell’s Model of Communication)
  🍸รูปแบบการสื่อสารของแชนนอนและวีเวอร์ (Shannon & Weaver’s Model of Communication)
  🍸รูปแบบการสื่อสารของออสกูดและชแรมม์ (C.E Osgood and Willbur Schramm’s )
  🍸รูปแบบการสื่อสารของเบอร์โล (Berlo’s Model of Communication)


    🍸หลังจากนั้นอาจารย์ได้ทดสอบสมรรถนะการอ่านของนักศึกษา และให้ให้นักศึกษาเล่นเกมทั้งหมด 4 เกม ดังนี้


🌵เกมสื่อความหมาย🌵
ใบ้คำโดยการทำท่าทางต่อกันไปเรื่อยๆ โดยไม่ส่งเสียงหรือพูดอะไร นอกจากทำท่าทางอย่างเดียว ส่งต่อกันไปเรื่อยๆ ทีละคน จนถึงคนสุดท้ายให้เพื่อนคนสุดท้ายทายว่าท่าทางที่ทำนั้นคืออะไร


🌵เกมทายคำ🌵
ใบ้คำที่เพื่อนถือไว้บนหัวโดยพูดประโยคอะไรก็ได้เพื่อให้ได้คำตอบโดยห้าม  มีคำที่เป็นคำตอบหลุดออกมา ถ้ามีคำใบที่เป็นคำตอบถือว่าคำนั้นไม่ได้


🌵เกมพรายกระซิบ🌵
คนแรกอ่านและจดจำประโยคแล้วกระซิบบอกต่อไปยังเพื่อนคนที่ คนที่ 2 ไปคนที่ 3 ส่งต่อไป เรื่อยๆ จนถึงคนสุดท้าย แล้วคนสุดท้ายบอกประโยคที่ได้ยินมาว่าเป็นอะไร


🌵เกม ใคร ทำอะไร ที่ไหน เมื่อไหร่ อย่างไร กับใคร🌵
จับกลุ่มให้ได้กลุ่มละ 6 คน โดยเรียงลำดับตามหมายเลย 1-6 คนที่ 1 เขียน ใคร (สมมติมา 1 คนว่าเป็นใคร) คนที่ 2 เขียน (เขียนทำอะไร  กิริยาที่ทำอะไรก็ได้) เขียนตามลำดับหมายเลขจนครบทุกคน แล้วนำประโยคของแต่ละหมายเลขมาอ่านเป็นประโยค
🌵องค์ประกอบของการสื่อสาร🌵
       1.ผู้ส่งข่าวสาร (Sender)
       2. ข้อมูลข่าวสาร (Message)
       3. สื่อในช่องทางการสื่อสาร (Media)
       4. ผู้รับข่าวสาร (Receivers)
       5. ความเข้าใจและการตอบสนอง
🌵ผู้ส่งสารและผู้รับสาร🌵
  🍸ผู้จัดกับผู้ชม
  🍸ผู้พูดกับผู้ฟัง
  🍸ผู้ถามกับผู้ตอบ
  🍸คนแสดงกับคนดู
  🍸นักเขียนกับนักอ่าน
  🍸ผู้อ่านข่าวกับคนฟังข่าว
  🍸คนเล่านิทานกับคนฟังนิทาน
🌵สื่อ🌵
  🍸ใช้วิธีพูด-เขียน หรือการนำเสนอในรูปแบบต่างๆ เช่น ใช้รูปภาพ รวมทั้งเทคโนโลยีต่างๆ โดยวิธีการติดต่อนั้นต้องใช้ตัวกลางต่างๆ เช่น คลื่นเสียง ตัวหนังสือ
🌵สาร🌵
  🍸คือ เรื่องราวที่รับรู้ร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นข้อเท็จจริง ข้อแนะนำ การล้อเลียน ความปรารถนาดี ความห่วงใย มนุษย์จะแสดงออกมาให้เป็นที่รับรู้ได้
🌵วัตถุประสงค์การสื่อสาร🌵
      1. เพื่อแจ้งให้ทราบ คือ การรับและส่งข่าวสารด้านต่างๆ การนำเสนอเรื่องราว ความรู้สึกนึกคิด ความรู้ หรือสิ่งอื่นใด ที่ต้องการให้ผู้รับสารรู้และเข้าใจข้อมูลนั้นๆ โดยมุ่งให้ความรู้และสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง
      2. เพื่อความบันเทิงใจ คือ การรับส่งความรู้สึกที่ดี และมุ่งรักษามิตรภาพต่อกัน เป็นการนำเสนอเรื่องราวหรือสิ่งอื่นใดที่จะทำให้ผู้รับสารเกิดความพึงพอใจ
      3. เพื่อชักจูงใจ คือ การนำเสนอเรื่องราวหรือสิ่งอื่นใดเพื่อจูงใจให้เกิดความร่วมมือ สร้างกำลังใจ เพื่อให้ผู้รับสารเกิดความคิดคล้อยตาม หรือปฏิบัติตามที่ผู้ส่งสารต้องการ และนำไปสู่การปรับปรุงแก้ไข




🌵ประเภทการสื่อสาร มีทั้งหมด 3 ประเภท🌵
   1. จำแนกตามกระบวนการหรือการไหลของข่าวสาร แบ่งเป็น 2 ประเภท
      1.1 การสื่อสารทางเดียว (One-Way Communication) คือการสื่อสารที่ข่าวสารจะถูกส่งจากผู้ส่งไปยังผู้รับในทิศทางเดียว โดยไม่มีการตอบโต้กลับจากฝ่ายผู้รับ
      1.2 การสื่อสารสองทาง (Two-way Communication) คือการสื่อสารที่มีการส่งข่าวสารตอบกลับไปมาระหว่างผู้สื่อสาร ดังนั้นผู้สื่อสารแต่ละฝ่ายจึงเป็นทั้งผู้ส่งและผู้รับในขณะเดียวกัน ผู้สื่อสารมีโอกาสทราบปฏิกิริยาตอบสนองระหว่างกัน ทำให้ทราบผลของการสื่อสารว่าบรรลุจุดประสงค์หรือไม่
   2. จำแนกตามภาษาสัญลักษณ์ที่แสดงออก
      2.1 การสื่อสารเชิงวัจนะ (Verbal Communication) หมายถึงการสื่อสารด้วยการใช้ภาษาพูด หรือเขียนเป็นคำพูด ในการสื่อสาร
      2.2 การสื่อสารเชิงอวัจนะ (Non-Verbal Communication) หมายถึงการสื่อสารโดยใช้รหัสสัญญาณอย่างอื่น เช่น ภาษาท่าทาง การแสดงออกทางใบหน้า สายตา ตลอดจนถึงน้ำเสียง ระดับเสียง ความเร็วในการพูด เป็นต้น
   3. จำแนกตามจำนวนผู้สื่อสาร
     3.1 การสื่อสารส่วนบุคคล (Intrapersonal Communication)
     3.2 การสื่อสารระหว่างบุคคล (Interpersonal Communication)
     3.3 การสื่อสารมวลชน (Mass Communication)
🌵การสื่อสารกับตนเอง🌵
 🍸การสื่อสารที่บุคคลเดียวเป็นทั้งผู้ส่งสารและรับสาร
 🍸การคิดหาเหตุผลโต้แย้งกับตนเองในใจ
 🍸เนื้อหาไม่มีขอบเขตุจำกัด
 🍸บางครั้งมีเสียงพึมพำดังออกมาบ้าง
 🍸บางครั้งเกิดความขัดแย้งในใจและไม่อาจตัดสินใจได้
 🍸อาจเป็นการปลอบใจตนเอง การเตือนตนเอง การวางแผน หรือแก้ปัญหาใดๆ
🌵การสื่อสารระหว่างบุคคล🌵
 🍸บุคคลตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป ไม่ถึงกับเป็นกลุ่ม
 🍸เป็นเรื่องเฉพาะระหว่างบุคคล อาจไม่เกี่ยวข้องหรือเป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น
 🍸อาจเป็นความลับระหว่างผู้ส่งสารกับผู้รับสารเท่านั้น
 🍸สารที่สื่ออาจเปิดเผยหากมีประโยชน์ต่อบุคคลอื่น
🌵การสื่อสารสาธารณะ🌵
 🍸มีเป้าหมายจะส่งสารสู่สาธารณชน
 🍸มีเนื้อหาที่อาจให้ความรู้และเป็นประโยชน์ ให้ความเข้าใจที่ถูกต้อง
 🍸เป็นความคิดที่มีคุณค่าและเปิดเผยได้โดยไม่จำกัดเวลา
เช่น การบรรยาย การปาฐกถา  การอมรม การสอนในชั้นเรียน
🌵การสื่อสารมวลชน🌵
 🍸ลักษณะสำคัญคล้ายการสื่อสารสาธารณะ
 🍸ต้องอาศัยสื่อที่มีอำนาจการกระจายสูง รวดเร็ว กว้างขวาง เช่น วิทยุ โทรทัศน์ ดาวเทียมและสื่อมวลชน
 🍸ต้องคัดเลือกเฉพาะข้อเท็จจริงหรือข้อคิดเห็นที่เห็นว่าควรนำเสนอ
 🍸อาจสนองความต้องการและความจำเป็นของมวลชนมากหรือน้อยได้
🌵การสื่อสารในครอบครัว🌵
 🍸เป็นการสื่อสารขั้นพื้นฐานของมนุษย์
 🍸ประสิทธิภาพของการสื่อสารขึ้นอยู่กับความตั้งใจดีของสมาชิกในครอบครัว
 🍸คุณธรรมที่ดีงามในครอบครัวจะช่วยพัฒนาการสื่อสารไปในทางดีงามเสมอ
 🍸ต้องยอมรับและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ที่แตกต่างกัน
คนต่างรุ่นต่างวัยในครอบครัวต้องพยายามทำความเข้าใจให้ตรงกัน
 🍸ควรคำนึงถึงมารยาทที่ดีงามอยู่เสมอ
🌵การสื่อสารในโรงเรียน🌵
 🍸ส่วนใหญ่เป็นการสื่อสารกับบุคคลที่คุ้นเคย
 🍸เนื้อหามักเกี่ยวกับวิชาการ พื้นฐานอาชีพและหลักการดำเนินชีวิต
 🍸มีทั้งการสื่อสารระหว่างบุคคล การสื่อสารในกลุ่มและการสื่อสารสาธารณะ
 🍸อาจใช้เวลานานเพราะเรื่องราวมีปริมาณมาก
 🍸อาจมีโอกาสโต้แย้งถกเถียง ควรยอมรับข้อเท็จจริงและไม่ใช้อารมณ์
 🍸ข้อเท็จจริงและข้อสรุปบางเรื่องไม่ควรนำไปเผยแพร่
 🍸ควรระมัดระวังคำพูดและกิริยามารยาท
 🍸คุณธรรมด้านความซื่อสัตย์และการยอมรับอาวุโสเป็นเรื่องสำคัญ
🌵การสื่อสารในวงสังคมทั่วไป🌵
 🍸เริ่มด้วยการทักทายตามสภาพของสังคมนั้นๆ
 🍸การแสดงความยินดีหรือเสียใจ ไม่ควรมากหรือน้อยจนเกินไป
 🍸การติดต่อกับคนที่ไม่รู้จักมาก่อนควรพูดให้ตรงประเด็นและสุภาพพอควร
 🍸การคบหากับชาวต่างประเทศ ควรศึกษาประเพณีและมารยาทที่สำคัญๆของกันและกัน
🌵ธรรมชาติการเรียนรู้ของผู้ปกครอง🌵
 🍸เรียนรู้ได้ดีในเรื่องของการพัฒนาเด็ก
 🍸เรียนรู้ได้ดีในสภาพแวดล้อมที่มีความสมานฉันท์
 🍸มีความแปลกใหม่และมีประโยชน์ต่อเด็ก
 🍸เรียนรู้ได้ดีจากการฝึกปฏิบัติ
 🍸เรียนรู้ได้ดีในบรรยากาศที่เป็นวิชาการน้อยที่สุด
 🍸ควรได้รับความต่อเนื่องในการเรียนรู้ทีละขั้นตอน
 🍸เรียนรู้ได้ดีจากสื่อและอุปกรณ์ที่หลากหลาย
🌵พฤติกรรมการเรียนรู้ของผู้ปกครอง🌵
  1.ความพร้อม คือ สภาพความสมบูรณ์ของร่างกายและจิตใจที่จะเรียนรู้ โดยเตรียมความพร้อมในเรื่องดังนี้ พื้นฐานประสบการณ์เดิม สร้างความสนใจเห็นเห็นถึงความสำคัญของความรู้ ส่งเสริมความเชื่อมั่นในการเรียนรู้
 2.ความต้องการ คือ ความต้องการให้ชีวิตดำเนินไปอย่างมีความสุข เช่น ต้องการให้ลูกมีสุขภาพที่แข็งแรง มีการศึกษาที่ดี
  3.อารมณ์และการปรับตัว คือ  แนวโน้มที่จะปฏิบัติต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง มี 2 ประเภทคือ  อารมณ์ทางบวก เช่น ดีใจ พอใจ ฯลฯ อารมณ์ทางลบ เช่น โกรธ เสียใจ หงุดหงิด  ซึ่งอารมณ์ทั้ง 2 นี้มีผลต่อการเรียนรู้ ดังนั้นควรปรับอารมณ์ให้เกิดความสมดุลพร้อมที่จะเรียนรู้
  4.การจูงใจ หมายถึง การกระตุ้นเพื่อให้เกิดการเรียนรู้  เช่น ต้องการรู้เพื่อแก้ปัญหาลูกหลาน ต้องการรู้เพื่อพัฒนาลูก ต้องการรู้เพื่อให้ลูกเป็นคนดี
  5.การเสริมแรง คือ การสร้างความพึงพอใจหลังการเรียนรู้ให้แก่ผู้ปกครอง เช่น คำชมเชย รางวัล ฯลฯ
  6.ทัศนคติและความสนใจ คือ การที่บุคคลมีการตอบสนองและแสดงความรู้สึกต่อสิ่งเร้าต่างๆ
  7.ความถนัด คือ ความสามารถของบุคคลในการทำกิจกรรมให้สำเร็จได้อย่างมีประสิทธิภาพ
🌵อุปสรรคในการสื่อสาร🌵
  • ผู้ส่งข่าวสารขาดทักษะในการสื่อสารที่ดี เช่นใช้ภาษาที่อยากแก่การเข้าใจ หรือไม่เหมาะแก่ผู้รับ
  • ข้อมูลข่าวสารมากเกินไป
  • ได้ข่าวสารไม่ครบสมบูรณ์ ทำให้สื่อความหมายผิดๆ
  • ข้อมูลที่ส่งไปผ่านหลายขั้นตอน
  • เลือกใช้เครื่องมือในการส่งข่าวสารไม่เหมาะสม
  • รีบเร่งด่วนสรุปข่าวสารเร็วเกินไป ขาดการไตร่ตรอง
  • ผู้รับข่าวสารไม่ทบทวน หรือสอบถามให้เข้าใจเมื่อสงสัย
  • อารมณ์ของผู้รับ หรือผู้ส่งอยู่ในสภาพไม่ปกติ
  • ผู้ส่งหรือผู้รับมีความเชื่อมั่นในตัวเองสูง ไม่รับฟังความคิดเห็นผู้อื่น

🌵7C กับการสื่อสารที่ดี🌵
 Credibility ความน่าเชื่อถือ:สามารถทำให้ผู้รับสารเกิดความเชื่อถือในสารนั้น ๆ
 Content เนื้อหาสาระ:มีสาระให้เกิดความพึงพอใจ เร่งเร้าและชี้แนะให้เกิดการตัดสินใจได้ในลักษณะอย่างไรบ้าง
 Clearly ความชัดเจน:การเลือกใช้คำหรือข้อความที่เข้าใจง่าย ๆ ข้อความไม่คลุมเครือ
 Context ความเหมาะสมกับโอกาส:การเลือกใช้ภาษาและใช้สิ่งที่ส่งสารเหมาะสม
 Channel ช่องทางการส่งสาร:การเลือกวิธีการส่งข่าวสารได้เหมาะสมและรวดเร็วที่สุด
 Continuity consistency ความต่อเนื่องและแน่นอน : การสื่อสารกระทำอย่างต่อเนื่องมีความแน่นอนถูกต้อง
Clarity of audience ความสามารถของผู้รับสาร : การเลือกใช้วิธีการส่งสารซึ่งมั่นใจว่าผู้รับสารจะสามารถรับสารได้ง่ายและสะดวกโดยคำนึงถึงความรู้ เจตคติ อุปนิสัย ทักษะการใช้ภาษา สังคมวัฒนธรรมของผู้รับสารเป็นสำคัญ
🌵คุณธรรมที่สำคัญในการสื่อสาร🌵
 🍸ความมีสัจจะและไม่ล่วงละเมิดสิทธิซึ่งกันและกัน
 🍸ความรัก ความเคารพและความปรารถนาดีต่อกัน
 🍸ความรับผิดชอบในสิ่งที่ตนพูดหรือกระทำ
 🍸เป็นพฤติกรรมด้านนอกของการสื่อสาร หมายถึงพฤติกรรมที่ปรากฏให้เห็นชัดเจน เช่นกิริยาอาการ  การเปล่งเสียงออกมาเป็นถ้อยคำ  การเขียนเป็นลายลักษณ์อักษรรวมทั้ง รูปภาพ แผนภูมิและการใช้วัตถุต่างๆ
 🍸เป็นกิริยาวาจาที่เรียบร้อยถูกต้องตามคตินิยมของสังคม
🌵วิธีการสร้างสัมพันธ์ที่ดีกับผู้ปกครอง🌵
  • ศึกษาและพยายามทำตนให้เข้าใจกับผู้ปกครอง
  • พยายามเรียนรู้ความต้องการของเขาและหาแนวทางตอบสนองตามความเหมาะสม
  • พูดคุย พบปะกับผู้ปกครองในโอกาสต่างๆ
  • หาโอกาสไปร่วมงานพิธีทางศาสนาเข้าร่วมกิจกรรมกับผู้ปกครอง
  • ทำตนให้กลมกลืนกับผู้ปกครอง
  • มีท่าทีเป็นมิตรอยู่เสมอ
  • เปิดโอกาสให้ผู้ปกครองร่วมกิจกรรม

⸻⸻⸻⸻⸻⸻⸻⸻⸻⸻⸻⸻
🍚Question at the end of chapter 3🍚
1. จงอธิบายความหมายและความสำคัญของการสื่อสารมาโดยสังเขป
    🍟การสื่อสาร (Communication) คือ กระบวน การส่งข่าวสาร ข้อมูล จากผู้ส่งข่าวสารไปยังผู้รับข่าวสาร มีวัตถุประสงค์เพื่อชักจูงให้ผู้รับข่าวสาร มีปฏิกิริยาตอบสนองกลับมา โดยคาดหวังให้เป็นไปตามที่ผู้ส่งต้องการ
    🍟ความสำคัญของการสื่อสาร
       1.ทำให้ได้รับรู้และเข้าใจถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสังคม
       2.ทำให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกันทั้ง 2 ฝ่าย
       3.ทำให้สร้างมิตรภาพที่อบอุ่น
       4.ทำให้เกิดภาพแห่งความพึงพอใจ
       5.ช่วยในการพัฒนาอัตมโนทัศน์ เป็นการสร้างความรู้สึกที่ดีต่อตนเองก่อให้เกิดความพอใจในชีวิต
2. การสื่อสารมีความสำคัญกับผู้ปกครองอย่างไร
    🍟ทำให้ครูและผู้ปกครองสื่อสารกันได้เข้าใจ ชัดเจน ละเอียดไม่ผิดพลาด หากการสื่อสารของครูกับผู้ปกครองไม่ดีอาจจะทำให้สารที่ส่งให้กันมีความผิดเพียรไม่เข้าใจ ดังนั้นการสื่อสารจึงมีความสำคัญมากๆ
3. รูปแบบการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพในการให้ความรู้ผู้ปกครอง ควรเป็นรูปแบบใด จงอธิบายพร้อมยกตัวอย่าง
    🍟รูปแบบการสื่อสารสองทาง เพราะเป็นการสื่อสารในรูปแบบที่ส่งตอบกลับไปมาระหว่างผู้ส่งสารและผู้รับสาร ใช้ในการสื่อสารได้หลายทางทั้งทางโทรศัพท์ พูดคุยสนทนา หรือจดหมาย แต่คำพูดต้องมีความละเอียดชันเจน เข้าใจง่าย และครบถ้วน
4. ธรรมชาติและการเรียนรู้ของผู้ปกครองควรมีลักษณะอย่างไร
          🍟เรียนรู้ได้ดีในเรื่องของการพัฒนาเด็ก
    🍟เรียนรู้ได้ดีในสภาพแวดล้อมที่มีความสมานฉันท์
    🍟มีความแปลกใหม่และมีประโยชน์ต่อเด็ก
    🍟เรียนรู้ได้ดีจากการฝึกปฏิบัติ
    🍟เรียนรู้ได้ดีในบรรยากาศที่เป็นวิชาการน้อยที่สุด
    🍟ควรได้รับความต่อเนื่องในการเรียนรู้ทีละขั้นตอน
    🍟เรียนรู้ได้ดีจากสื่อและอุปกรณ์ที่หลากหลาย

5. ปัจจัยที่ช่วยสนับสนุนพฤติกรรมการเรียนรู้สำหรับผู้ปกครอง เพื่อให้ผู้ปกครองมีความเข้าใจเกี่ยวกับการศึกษาของเด็ก ประกอบด้วยปัจจัยด้านใดบ้าง
    🍟ความพร้อม คือ สภาพความสมบูรณ์ของร่างกายและจิตใจ
    🍟ความต้องการ คือ ความต้องการให้ชีวิตดำเนินไปอย่างมีความสุข
    🍟อารมณ์และการปรับตัว คือ แนวโน้มที่จะปฎิบัติต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งมี 2 ประเภทคือ อารมณ์ทางบวกกับอารมณ์ทางลบ
    🍟การจูงใจ คือ การกระตุ้นเพื่อให้เกิดการเรียนรู้
    🍟การเสริมแรง คือ การสร้างความพึงพอใจหลังการเรียนรู้
    🍟ทัศนคติและความสนใจ คือ การที่บุคคลมีการตอบสนองและแสดงความรู้สึกต่อสิ่งเร้า
    🍟ความถนัด คือ ความสามารถของบุคคลในการทำกิจกรรม
🍠Evaluate-Self🍠 ตั้งใจฟังบางช่วงง่วงนอน แต่ช่วงทำกิจกรรมตั้งใจทำอย่างเต็มที่และสนุกสนาน
🍠Evaluate-Teacher🍠 เป็นกันเอง ให้ความเป็นธรรมกับนักศึกษา หาเกมที่ให้ความสนุกมาให้
🍠Evaluate-Friend🍠 สนุกกับการทำกิจกรรม มีความสามัคคีกับเพื่อน
📗📘📙📗📘📙📗📘📙📗📘📙📗📘📙📗📘📙📗📘📙

วันศุกร์ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2562

3st learning record
Thursday 22nd August 2019
🌹The Knowledge Gained🌹


   🌽วันนี้เป็นวันที่3 ของการเรียนอาจารย์สอนเรื่อง "หลักเบื้องต้นในการให้การศึกษาแก่ผู้ปกครองของเด็กปฐมวัย" มีดังนี้
🍊คำศัพท์ที่เกี่ยวข่องในรายวิชา🍊
   🌽Educational Networking   การสร้างเครือข่ายทางการศึกษา
   🌽Understanding  การสร้างความเข้าใจ
   🌽Behavior change  การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม
   🌽Parental Involvement  การมีส่วนร่วมของผู้ปกครอง
   🌽Role of parent  บทบาทหน้าที่ของผู้ปกครอง
   🌽Parent education model  รูปแบบการให้ความรู้ผู้ปกครอง
   🌽Formal education   การให้ความรู้แบบเป็นทางการ
   🌽Informal education   การให้ความรู้แบบไม่เป็นทางการ
🍊ความหมาย "การให้การศึกษาแก้ผู้ปกครอง"🍊
   🌽การให้การศึกษาแก่ผู้ปกครอง หมายถึง การให้ความรู้เกี่ยวกับการอบรมเลี้ยงดูเด็ก เพราะเด็กอยู่ในความรับผิดชอบของสถาบันครอบครัว การให้ความรู้แก่ผู้ปกครองถือเป็นกระบวนการทางสังคม ซึ่งสังคมมีหน้าที่ถ่ายทอดความรู้ให้แก่บุคคลภายในสังคมให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในสังคม ทั้งในและนอกระบบ
🍊ความสำคัญของการให้การศึกษาแก่ผู้ปกครอง🍊
   🌽การให้การศึกษาแก่ผู้ปกครองเป็นสิ่งสำคัญที่มีต่อการศึกษาเด็กปฐมวัย สรุปได้ดังนี้


     1.เป็นการสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการศึกษาของเด็ก
     2.เป็นการให้ผู้ปกครองได้เข้าใจถึงบทบาทและหน้าที่ของตนเองที่มีต่อการศึกษาของเด็ก
     3.ทำให้ลดความขัดแย้งในการดำเนินงานทางการศึกษา ช่วยให้การศึกษาเป็นไปในทิศทางเดียวกัน
     4.เปิดโอกาสให้ผู้ปกครองได้มีส่วนสนับสนุนและพัฒนาการศึกษาของเด็ก
     5.ช่วยทำให้สถาบันครอบครัวมีความแข็งแรง
🍊การให้การศึกษาแก่ผู้ปกครองโดยสรุปมีวัตถุประสงค์ ดังนี้🍊
     1.เพื่อให้เข้าใจถึงวิธีการในการอบรมเลี้ยงดูเด็กและให้การศึกษาแก่เด็ก
     2.เพื่อให้ความรู้และวิธีการในการส่งเสริมพัฒนาการและการเรียนรู้ให้แก่เด็ก
     3.เพื่อให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวการศึกษาของเด็กที่โรงเรียนเพื่อให้ที่บ้านเข้าใจตรงกัน
     4.เพื่อส่งเสริมให้ผู้ปกครองได้ตระหนักถึงบทบาทของตนเองในการมีส่วนร่วมส่งเสริมพัฒนาการและการเรียนรู้ให้แก่บุตรหลาน
     5.เพื่อให้ผู้ปกครองได้รับรู้และเข้ามามีบทบาทในการจัดการศึกษาให้แก่บุตรหลาน


🍊รูปแบบการมีส่วนร่วมของผู้ปกครอง🍊
   🌽รูปแบบการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองมี 2 ส่วนหลัก ๆ คือ การมีส่วนร่วมที่บ้านในการเตรียมความพร้อมให้กับเด็กทุก ๆ ด้าน และการมีส่วนร่วมในสถานศึกษา
🍊แนวทางในการจัดกิจกรรมให้ความรู้ผู้ปกครอง🍊
   🌽หลักการและแนวทางในการจัดกิจกรรมให้ความรู้ผู้ปกครอง เพื่อให้ผู้ปกครองมีส่วนร่วมนั้น อยู่บนพื้นฐานความคิดของการสร้างความสัมพันธ์อันดี กิจกรรมต่าง ๆ ที่จัดขึ้น ขึ้นอยู่กับทางโรงเรียนจะต้องเลือกให้เหมาะสมกับสภาพสังคม ครอบครัว เจตคติและความเชื่อของผู้ปกครอง โดยอาจจัดหลายกิจกรรมประกอบกัน
🍊บทบาทหน้าที่ของผู้ปกครองในการร่วมกิจกรรม🍊
   🌽ผู้ปกครองจะต้องรู้บทบาทและหน้าที่ของตน ทั้งในฐานะผู้อบรมเลี้ยงดูเด็ก ให้การศึกษา และส่งเสริมพัฒนาการโดยเฉพาะการมีส่วนร่วมกับสถานศึกษาในลักษณะต่าง ๆ  ที่เหมาะสมกับบริบทของตน บทบาทหน้าที่ของผู้ปกครองจึงควรมีบทบาทในฐานะผู้ร่วมกิจกรรม 
🍊แนวปฎิบัติของสถานศึกษา🍊
   🌽ในการจัดกิจกรรมการให้ความรู้แก่ผู้ปกครอง สถานศึกษาถือเป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้ผู้ปกครองได้ประสบผลสำเร็จในการเรียนรู้ ดังนั้นสถานศึกษาควรมีแนวปฏิบัติดังนี้


     1.รับฟังความคิดเห็นและความรู้สึกที่ผู้ปกครองมีกับลูก
     2.ขณะที่พูดคุยกับผู้ปกครองเด็ก ไม่ใช้เป็นการพูดถึงเด็กในทางที่ไม่ดีเท่านั้น แต่ควรพูดถึงในสิ่งที่ดีที่เด็กสามารถพัฒนาขึ้นมาก
     3.ควรหลีกเลี่ยงคำอธิบายหรือใช้คำศัพท์ทางวิชาการในการอธิบายพูดคุยกับพ่อแม่ ผู้ปกครอง
⸻⸻⸻⸻⸻⸻
🍚Question at the end of chapter 2🍚
1. การจัดการศึกษาปฐมวัยในปัจจุบันการให้ความรู้แก่ผู้ปกครองมีความสำคัญอย่างไร จงอธิบาย
    🍟เป็นการสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการศึกษาของเด็ก เป็นการให้ผู้ปกครองได้เข้าใจถึงบทบาทและหน้าที่ของตนเองที่มีต่อการศึกษาของเด็ก ทำให้ลดความขัดแย้งในการดำเนินงานทางการศึกษา ช่วยให้การศึกษาเป็นไปในทิศทางเดียวกัน เปิดโอกาสให้ผู้ปกครองได้มีส่วนสนับสนุนและพัฒนาการศึกษาของเด็ก ช่วยทำให้สถาบันครอบครัวมีความแข็งแรง
2.  ในสถานศึกษาปฐมวัยสามารถดำเนินกิจกรรมการให้ความรู้ผู้ปกครองในลักษณะหรือรูปแบบใดบ้าง จงอธิบาย และยกตัวอย่างของกิจกรรม
    🍟กิจกรรมศิลปะ ครูอาจจะให้ความรู้ผู้ปกครองเรื่องกิจกรรมศิลปะ และผู้ปกครองไปทำกับเด็กที่บ้านให้เด็ฏได้แสดงออกด้านอารมณ์และความคิดสร้างสรรค์ ได้พูดคุยกันมากขึ้น ได้ใกล้ชิดกันแสดงความรักความอบอุ่น
3. นักศึกษามีแนวคิดอย่างในการใช้บ้านเป็นฐานของการให้ความรู้ผู้ปกครอง
    🍟การใช้บ้านเป็นฐานให้ความรู้แก่ผู้ปกครองทำให้ครูได้เห็นสภาพความเป็นอยู่ว่ามีความปลอดภัยและมั่นคงหรือไม่ และทำให้ครูและผู้ปกครองได้พูดใครทำความเข้าใจกันมากขึ้น ในการไปบ้านอาจจะเป็นการเยี่ยมบ้านเด็ก

4.  องค์ความรู้ที่จำเป็นในการให้ความรู้ผู้ปกครองเด็กปฐมวัยเกี่ยวข้องกับเรื่องใดบ้าง
    🍟พัฒนาการเด็กแต่ละวัย ธรรมชาติของเด็ก พฤติกรรมเด็ก อาหารที่มีประโยชน์ กิจกรรมพัฒนาลูก การเลือกของเล่นที่เหมาะสมกับวัย การพูดและการแสดงออกทาอารมรณ์ของเด็ก
🌼Evaluate-Self🌼 ตั้งใจฟังบางช่วง บางช่วงมีคุยกับเพื่อนง่วงนอนบ่อยเพราะเนื้อหาเยอะ
🌼Evaluate-Teacher🌼 สอนอธิบายเข้าใจ ชัดเจน มีการเตรียมพร้อมในการสอน
🌼Evaluate-friend🌼 มีคุยบ้าง ฟังบ้าง ง่วงนอนเพราะเนื้อหาเยอะ
 🌻🌼🌻🌼🌻🌼🌻🌼🌻🌼🌻🌼🌻🌼🌻🌼

วันศุกร์ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2562

2st learning record
Thursday 15th August 2019
🍑The Knowledge Gained🍑


     🍨วันนี้เป็นวันที่2 ของการเรียนวิชานี้ ก่อนจะเริ่มเรียนบทแรกอาจารย์ได้ให้นักศึกษาทำแบบฝึกหัดก่อนเรียนอีก 1 ครั้ง โดยห้ามใช้อินเตอร์เน็ตช่วย ไม่มีคะแนน เพราะจะดูพื้นฐานของนักศึกษา



🍨ใบงานแบบฝึกหัด🍨


    🍨หลังจากนั้นก็เริ่มเรียนในบทเเรก "การให้การศึกษาแก่ผู้ปกครอง"
🍢คำศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับรายวิชา🍢
       🍳Parent พ่อแม่  ผู้ปกครอง
       🍳Education การศึกษา
       🍳Early Childhood เด็กปฐมวัย
       🍳Parent Education for Early Childhood การให้การศึกษาผู้ปกครองเด็กปฐมวัย
       🍳Is a good example of children การเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับลูก
       🍳Attentiveness ความใจใส่
       🍳Intimacy ความใกล้ชิด
       🍳Family relationship สายสัมพันธ์ในครอบครัว
       🍳Accept emotions and feelings of children ยอมรับอารมณ์และความรู้สึกของลูก
🍷ความหมายคำว่า "ผู้ปกครอง"🍷
    🍨ผู้ปกครอง หมายถึง ผู้ที่เป็นบิดา มารดา ญาติพี่น้องหรือบุคคลอื่นที่ให้การอบรมเลี้ยงดูให้การศึกษาแก่เด็กที่อยู่ในการดูแลให้ความรักและความเอาใจใส่ห่วงใยตลอดจนให้การศึกษาแก่เด็ก
🍷ความสำคัญของผู้ปกครอง🍷
    🍨พ่อแม่ ผู้ปกครองมีความสำคัญต่อพัฒนาการของเด็ก ซึ่งพ่อแม่มีความใกล้ชิดกับเด็ก เป็นผู้ที่มีความหมายต่อชีวิตเด็กทั้งการเจริญเติบโตทางร่างกายและจิตใจเป็นผู้ที่เด็กมอบความรักด้วยความบริสุทธิ์ใจ สังคมและสติปัญญา โดยเฉพาะเด็กปฐมวัยถือเป็นพื้นฐานในการพัฒนาบุคลิกภาพในอนาคต ผู้ปกครองจึงเป็นผู้นำที่จะช่วยให้เด็กเจริญเติบโต มีพัฒนาการที่เหมาะสมเพื่อการก้าวสู่โลกกว้างได้อย่างมั่นคงและมีความพร้อมในทุกด้าน จึงถือว่าผู้ปกครองเป็นผู้เสริมสร้างคุณลักษณะที่พึงประสงค์ ความอบอุ่น อบรมเลี้ยงดูให้เจริญเติบโตอย่างสมบูรณ์ ด้วยความรักความเข้าใจให้แก่เด็กตั้งแต่เยาว์วัยเป็นรากฐานอนาคตของสังคมให้มีความสมบูรณ์และแข็งแรง
🍷บทบาทหน้าที่ของผู้ปกครอง 10 ประการ🍷
1.ให้ความรักและสายสัมพันธ์ในครอบครัว
2.ให้ความเอาใจใส่และเอื้ออาทรต่อลูก
3.ทำตนให้เป็นแบบที่ดีแก่ลูก
4.ให้ประสบการณ์การเรียนรู้ในสังคมเกี่ยวกับการปฏิบัติตน
5.ส่งเสริมพัฒนาการและการเรียนรู้ให้เป็นไปตามวัย
6.ให้หลักธรรมในการพัฒนาเด็กด้วยหลักไตรสิกขา (ศีล สมาธิ ปัญญา)
7.ส่งเสริมพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ โดยผ่านกิจกรรมที่หลากหลาย
8.ศึกษาการเจริญเติบโตของเด็ก
9.เอาใจใส่ดูแลสุขภาพ
10.สนับสนุนเตรียมความพร้อมก่อนสู่สังคม
⸻⸻⸻⸻⸻⸻⸻
🍚Question at the end of chapter 1🍚
1. ในสังคมปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว นักศึกษาคิดว่าบทบาทและหน้าที่ของผู้ปกครองที่มีต่อเด็กปฐมวัยมีอย่างไรบ้าง จงอธิบาย
    🍟พ่อแม่ผู้ปกครองเป็นบุคคลกลุ่มแรกที่มีความใกล้ชิดกับเด็ก เป็นผู้สนับสนุนและวางรากฐานอันสำคัญยิ่งต่อการเจริญเติบโตของชีวิตมนุษย์  ทั้งทางร่างกายและจิตใจ ภาวะแห่งความรับผิดชอบในการอบรมเลี้ยงดูและสายใยแห่งความผูกพันระหว่างพ่อแม่ ลูก เพื่อจุดมุ่งหมายที่สำคัญคือ การให้เด็กได้เจริญเติบโตสมบูรณ์ทั้งทางร่างกายและจิตใจให้เขาสามารถช่วยเหลือตนเอง
2. จงอธิบายวิธี แนวทางที่ผู้ปกครองสามารถใช้ในการส่งเสริมพัฒนาการทางร่างกาย อารมณ์-จิตใจ สังคมและสติปัญญาให้แก่เด็กปฐมวัย
    🍟1.  ให้ความรักและสายสัมพันธ์ในครอบครัว
      2.  ให้ความเอาใจใส่และเอื้ออาทรต่อลูก
      3.  ทำตนให้เป็นแบบที่ดีแก่ลูก
      4.  ให้ประสบการณ์การเรียนรู้ในสังคมเกี่ยวกับการปฏิบัติตน
      5.  ส่งเสริมพัฒนาการและการเรียนรู้ให้เป็นไปตามวัย
      6.  ให้หลักธรรมในการพัฒนาเด็กด้วยหลักไตรสิกขา (ศีล สมาธิ ปัญญา)
      7.  ส่งเสริมพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ โดยผ่านกิจกรรมที่หลากหลาย
      8.  ศึกษาการเจริญเติบโตของเด็ก
      9.  เอาใจใส่ดูแลสุขภาพ
     10. สนับสนุนเตรียมความพร้อมก่อนสู่สังคม
3. การฝึกให้เด็กเป็นคนดี คนขยันและฉลาด ผู้ปกครองควรปฏิบัติอย่างไร
    🍟ฝึกลูกให้ช่วยงานบ้านตั้งแต่เล็กๆ การฝึกให้ลูกของคุณช่วยทำงานบ้าน ปัด กวาด เช็ด ถู ในสิ่งที่เขาพอจะทำได้ ถือเป็นตัวช่วยที่ดีในการฝึกฝนให้เด็กเกิดความรับผิดชอบมากขึ้น รู้จักหน้าที่ของตัวเอง
    🍟อย่าตามใจลูกมากเกินไป การตามใจลูกมากเกินไปจะส่งผลเสียต่อตัวลูกในหลายๆ ด้าน เพราะจะทำให้เด็กเกิดความเอาแต่ใจมากขึ้นได้ 
    🍟ฝึกให้ลูกอดออมและใช้เงินที่ตัวเองเก็บซื้อของ การอดออม เป็นวินัยขั้นพื้นฐานที่พ่อแม่ควรฝึกลูกน้อยตั้งแต่ยังเด็กเพื่อให้เขารู้จักประหยัดเงิน ไม่แบมือขอเงินพ่อแม่เพียงอย่างเดียว โดยคุณควรฝึกให้ลูกน้อยใช้เงินที่เก็บมาได้นั้นสำหรับใช้ซื้อของที่จำเป็น 
    🍟สอนลูกถึงความสำคัญของครอบครัว การสอนลูกให้รู้จักความสำคัญของครอบครัวจะช่วยสร้างรากฐานทางจิตใจของตัวเด็กได้เป็นอย่างดี ทำให้เขารู้สึกว่าครอบครัวเป็นสถานที่อบอุ่น เป็นศูนย์รวมจิตใจ และเป็นที่พึ่งพิง 
    🍟หาคอร์สเรียนพิเศษให้ลูก คอร์สเรียนพิเศษหรือคอร์สเรียนเพิ่มเติมจากการเรียนปกติในชั้นเรียน ถือเป็นสิ่งที่จะช่วยพัฒนาความรู้ให้กับเด็กได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะในช่วงที่สมองของเด็กกำลังเปิดรับสิ่งรอบรู้ต่างๆ
4. ปัญหาที่เป็นอุปสรรค์ของผู้ปกครองที่มีผลกระทบต่อเด็กปฐมวัย คือปัญหาที่เกี่ยวกับเรื่องใด จงอธิบาย
    🍟ขาดความรู้ในการอบรมเลี้ยงดูเด็ก เด็กแต่ละวัยมีความแตกต่างกันผู้ปกครองจะต้องศึกษาหาความรู้ เพราะถ้าไม่ศึกษาหาความรู้จะทำให้ผู้ปกครองเลี้ยงลูกแบบผิดๆทำให้เด็กมีพัฒนาการไม่เหมาะสมกับวัยได้
🍟evaluate-Self🍟 ตั้งใจฟังและจดบันทึก มีบางช่วงคุยกับเพื่อน
🍟evaluate-Teacher🍟 อธิบายชัดเจน สอนเข้าใจ เป็นกันเอง
🍟evaluate-Friend🍟 ตั้งใจฟังและตอบคำถาม มีคุยบ้าง
🐯🐰🐯🐰🐯🐰🐯🐰🐯🐰🐯🐰🐯🐰🐯